นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น base on true story เพื่อไม่ให้กระทบกับบุคคล องค์กรจริง
คุณคิดว่า ยุค 90s น่าหลงใหลขนาดนั้นเลยหรือ?

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นช่วงปี 1996-97
ผมคือวัยหนุ่มชายคนหนึ่งเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เล่นและรักในดนตรีมาตั้งแต่อยู่ ป.6 เพราะพ่อชอบฟังเพลง ฟังเพลงฝรั่ง สตีวี่ วันเดอร์, เดอะเจเนซิส, สกอร์เปี้ยน, เอิร์ธวินด์แอนด์ไฟร์ และ เพลงไทย ที่สมัยนั้น อุตสาหกรรมเพลงไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยน การมาของระบบค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ โดยกลุ่มศิลปิน นักดนตรีรุ่นใหญ่ ทั้งมากประสบการณ์ และ คนที่ร่ำเรียนดนตรีจากต่างประเทศ
ทำให้ผม ได้มีกีตาร์ตัวแรก นั่งดีดทีละสายให้เป็นเสียงเพลงตามที่ได้ยิน จนโตขึ้นก็เป็นไอ้หนุ่มกีตาร์
กลางคืนไม่นอน นั่งหัดแกะเพลงเล่นกีตาร์จนตี 2 ตี 3 ไปเรียนก็นั่งหลับๆตื่นๆ เย็นก็นั่งเล่นกีตาร์ จนเข้าทำนองวัยรุ่นทั่วไปที่มีความฝัน ฝันตอนนั้นเรียบง่ายมากๆ ... อยากเป็นมือกีตาร์! โดยไม่รู้จักอาชีพ"นักดนตรี"แม้แต่นิดเดียวสมัยนั้น ครูแนะแนวน่าจะไม่ได้บรรจุคำว่า "นักดนตรี" เอาไว้ในรายชื่ออาชีพ เพราะ ถ้าจะเรียนดนตรีจริงๆตอนนั้นก็มีแค่ วิทยาลัยนาฎศิลป์ ไปทางสายอาชีพ แล้วมหาวิทยาลัยก็มีสอนไม่กี่ที่เท่านั้นเอง ส่วนมากเป็นสายครู หรืออยู่ในวิทยาลัยครูด้วย (สมัยนั้นยังเป็น"วิทยาลัยครู" ก่อนจะเป็นสถาบันราชภัฎ)

เหมือนวัยรุ่นทั่วไป มีเพื่อนมาเรียกไปตั้งวงดนตรีเล่น ดีดๆ ตีๆ ฟาดๆไปตามเรื่องราว จำได้เลยว่า วงแรก เล่นไปงานนึง ผมก็เลิก เพราะ "ห่วย" เป็นการเล่นดนตรีโชว์สาว แหกปากร้อง กลองสนั่นเวที แต่ไม่มีความมันส์ ไม่มีความเพราะ เล่นจบแล้วก็จบ ไม่มีซ้อม ไม่มีฝึกต่อ ผมไม่ได้บอกลาแยกวงนะ แต่มันไม่ซ้อมกันต่อเอง แล้วก็มีรุ่นพี่ ม.ปลาย มาชวนให้ไปเล่นด้วย เพราะ จะประกวดวงดนตรีระดับประเทศ
รุ่นพี่ กลุ่มนี้ เป็นนักดนตรีจริงจัง อยู่วงดนตรีโรงเรียน มีครูที่เป็นนักดนตรีสอนและเรียบเรียงเพลงให้ จัดว่าเป็น"มือหนึ่ง"ของโรงเรียนก็ว่าได้ งานปีใหม่ งานมหกรรม ที่มีเล่นดนตรีในโรงเรียนก็ต้องวงนี้แหละ หล่อ เท่ห์ สาวกรี๊ด เพื่อนผมวงแรก มันจะมาตามผมไปเตรียมเล่นดนตรีงานลอยกระทงโรงเรียน ก็ต้องโกรธขั้นจะต่อยกัน เมื่อผมบอกว่า ผมมีวงใหม่แล้ว กำลังจะเล่นงานนี้ด้วย พอรู้ว่าวงไหนเท่านั้นแหละ มันกระชากเสื้อซะกระดุมขาดเลย ถือว่าทิ้งเพื่อนไปเล่นให้สาวกรี๊ด
ผมจบมัธยมด้วยการเข้ารอบประกวดวงดนตรีหลายรายการแต่ก็ไม่เคยชนะเลย ระหว่างนั้น ก็ได้ไปเข้าสังคมกับนักดนตรี ศิลปินอินดี้หลายๆคน ที่ทำห้องซ้อมดนตรี ทำโรงเรียนสอนดนตรี เริ่มจากไปลงเรียนกีตาร์กับเค้า เรียนไปเรียนมา ไปสิงอยู่ซะงั้น จากจ่ายเงินค่าห้องซ้อม กลายเป็นเด็กเฝ้า ช่วยเค้าเก็บกวาดจัดคิวห้องซ้อม จนพ่อแม่เริ่มกังวลว่าจะไม่มีอนาคตการเรียน แต่โชคดีที่สมัยนั้นเค้าสอบเข้ามหาลัยแบบเอ็นทรานซ์ เลย เอ็นติดได้ด้วยเกรดเฉลี่ยนำหน้าด้วยเลข 1
ผมเรียนมหาลัย ในคณะที่มีศิษย์เก่าในวงการบันเทิงเพียบ ผมโดนแม่หลอกครับ ว่าถ้าอยากบันเทิงให้มาเรียนคณะนี้
ยุคนั้น มันคือช่วงเวลาแห่ง "อัลเทอร์เนทีฟ" ปี 1993-94 กระแสร็อคหนักเมทัล ถูกแทนที่ด้วยแนวเพลงทางเลือก จริงๆก็ได้ยินเพลงพวกนี้มาตั้งแต่ไปขลุกกับพี่ๆสายอินดี้แล้ว ซาวด์แบบอังกฤษ โมเดิร์นร็อค คณะ เบลอร์, เรดิโอเฮ้ด และ เร้ดฮ็อทชิลลี่เป็ปเปอร์, กรีนเดย์ โดยเฉพาะ คณะเนอร์วาน่า ที่ทำเอาวงการดนตรีสะเทือน

ผมไม่ได้กะว่าจะเล่นดนตรีในคณะ ตอนแรกก็กะว่าจะไปสิงกับพี่ๆสายศิลปินอินดี้นั่นแหละ แต่ด้วยกิจกรรมในคณะและการเรียนที่หนักทำให้ไม่ค่อยได้ไปสิงเหมือนเคย แต่ก็ยังเล่นกีตาร์อยู่ จนมีเพื่อนมาชวนให้ตั้งวงเล่นด้วยกัน ตอนนั้น ผมเริ่มเปลี่ยนแนวเพลงแล้ว จากสายกีตาร์ฮีโร่ ร็อคผมยาว มีสตีฟ วาย เป็นฮีโร่ มีจิมมี่ เฮนดริกซ์ เป็นไอด้อล มี วินนี่ มัวร์ เป็นที่บูชา ชื่นชอบ สแลช ด้วยรสนิยม
ผมหันมาสนใจ ฟิวชั่นแจ็ส เล่น ฟิวชั่นแจ็สสไตล์ญี่ปุ่น เพราะไปหลงรักวง คาสิโอเปีย เริ่มสนใจเรื่องดนตรีในอีกรูปแบบ การคิด เรือ่งทฤษฎีดนตรี แบบงูๆปลาๆนั่นแหละ
ตอนนั้น อาจจะเพราะเหงามือ คิดถึงเวทีดนตรี ก็เลยตอบรับเพื่อนในคณะที่มาชวนตั้งวง หลังจากที่เห็นผมเล่นกีตาร์เวลาไปรับน้อง รับหน้าที่เป็น ตู้เพลงคาราโอเกะให้เพื่อนได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเพลง เรียกว่า พวกมือกีตาร์เน้นหล่อมีเคืองกันเลย จนผมต้องยื่นกีตาร์ให้มันเล่นบ้าง แล้วหันมานั่งจิบน้ำอำพันไปเพลินๆ
เพื่อนที่มาชวนตั้งวงดนรี มาด้วยคำพูดที่ว่า
"จะมีงานประกวดชิงแชมป์มหาลัย" ตอนนั้น ผมจึงหูผึ่ง ความรู้สกคือ "เอาสิวะ"
วงนี้ ไม่เน้นเอนเตอร์เทนคน เน้นโชว์ของ เล่นเพลงยากๆตามยุคสมัยนั้นเลย โดยมีแนวทางของวงร็อคโปรเกสสีฟอย่าง คณะ ดรีมเธียเตอร์ เป็นหลัก ทั้งซ้อม แกะเพลงเล่นกันเกือบทั้งอัลบั้ม "อิมเมจแอนด์เวิร์ดส" ที่เพิ่งออกมาไม่กี่ปีก่อนนั้น ถ้าคุณนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงงานรับน้อง งานดนตรีคณะมหาลัยที่มีแต่หนุ่มสาวรื่นเริง ขี้เมา มีวงดนตรีสลับกันเล่นตามคิว เล่นเพลงเต้นระบำรำเซ้องแดนซ์กันกับเพลง คริสติน่า ให้สาวๆโยกย้าย นูโว กำลังหล่อ หรือ กลุ่มอินดี้ก็เล่น เรดิโอเฮ้ดบ้าง เบลอร์ บ้าง ก็ยังพอจะขยับกันได้
วงนี้ ขึ้นไป สาดเพลงร็อคซับซ้อนแบบไม่เกรงใจใคร แถมสมาชิกของวง ก็เป็นคนคณะอื่นมาซะครึ่งวง เหมือนเห็นเวทีคณะเ)็นเวทีซ้อม
ในตอนนั้น ต้องบอกว่า วงนี้ คือวงรวมยอดฝีมือดนตรีของมหาลัย มือกลองระดับเรียนเอกดนตรีสากล ภายหลังประกวดมือกลองชิงแชมป์ประเทศไทยก็อยู่อันดับต้นๆ มือคีย์บอร์ด ก็เป็นนักเปียโนระดับเกรดตันแล้ว หันมาศึกษาด้านเพลงร็อค
ผมมาย้อนรำลึกในวันนี้ เค้าคงรำคาญกันแหละ แต่มันดันเล่นซะเจ๋ง จนไม่มีใครด่า ทุกครั้งที่ได้สล็อตเล่น 15-20 นาที ไม่เคยจบในเวลาเพราะเพลงมันยาว แถมมีเพลงบรรเลงอีกต่างหาก
ตอนนั้นรู้สึกว่า คนดูเงียบสงัด จัดว่าเป็นเกียรติเป็นศรีของเราที่ทำเอาคนอึ้งได้
พวกผม เล่นกันแบบนั้น ทั้งงานลอยกระทง งานกีฬาสัมพันธ์ งานรับน้องของสมาชิกในวงที่รวมกันจาก 3 คณะ ดังนั้น ช่วงกิจกรรมพีคๆ มีโชว์ทุกสัปดาห์ แล้วก็เข้าสู่ช่วงการส่งเข้าประกวดรอบมหาลัย ซึ่งจัดเป็นงานหินครับเพราะรุ่นพี่ปีก่อน ทำผลงานไว้ยอดเยี่ยมมากๆ มหาลัยผม ชนะเลิศระดับประเทศ และต่อมา ออกอัลบั้ม เป็นตำนานของวงการเพลงไทย

ตอนนั้น ผมพาเพื่อนๆวงใหม่ไปเจอกับพี่ๆวงการเพลงอินดี้ จริงๆคือจะไปจ่ยเงินใช้ห้องซ้อมที่มีระบบบันทึกเสียงเพื่อทำเดโม่ให้มันเนี๊ยบๆส่งกองประกวด อย่างน้อยก็อัดดนตรีสด แยกกลองกับชิ้นอื่นๆคนละห้องอัดกันได้ แล้วมาอัดร้องอีกที จำได้เลยว่า คณะกรรมการกองประกวดชมว่า เดโม่ เนี๊ยบมาก
ตอนนั้น พี่ๆวงการอินดี้ถึงกับยกนิ้วให้มือกลองเลย บอกว่าฝีมือระดับนี้ไปไกลแน่นอน (ซึ่งก็ไกลจริงๆ ไปเป็นมือกลองห้องอัดเบื้องหลังงานเพลงศิลปินดังหลายคนในหลายปีต่อมา)
แต่ผลการประกวด วงเผมได้เพียงรองชนะเลิศครับ
วงที่ชนะเลิศ มาแนว เอนเตอร์เทน ทั้งการแสดงบนเวที และเพลงที่แต่ง แนวสนุกสนาน ติดตลาด เอาใจคนฟัง เต้นกันได้ทั้งหอประชุม ซึ่งแน่นอนว่า นั่นไม่วช่ทางของวงผม เพราะ เราเล่นเพลงยากที่สุดของดรีเธียเตอร์ในตอนนั้น โชว์ทักษะทุกอย่างที่มี ส่วนเพลงแต่ง ก็แต่งเพลงออกมาเหมือนจุดธูปเรียกองค์ของ จอห์น เปตุชชี่ มาเข้าสิงร่าง กับ ไมค์ พอร์ทนอย มาลงองค์ที่มือกลอง ทำซะซับซ้อน
เอาเป็นว่า วันนั้น พ่ายแพ้ไปอย่างเจ็บใจ แล้ววงก็แตกแยกทางกันไป โดยเพื่อนผมที่เ)็นนักร้อง ชวนผมไปเล่นดนตรีกลางคืนมั้ย มีเพื่อนเค้าที่ ผับเพลงร็อคชื่อดังแถวสะพานหัวช้าง มีช่วงเวลาจะได้เล่น เค้าจะได้ร้อง เดี๋ยวแนะนำให้รู้จักเผื่อจะขยับขยาย
อย่างที่ผมบอกว่าผม หันไปสนใจกับแนวดนตรีใหม่แล้ว ไม่ร็อคหนักหน่วงขนาดนั้นแล้ว จึงขอตัวแยกย้ายกันไปด้วยดี มีแวะเวียนไปดูเพื่อนเล่นสดบ้าง ไปดูรุ่นใหญ่ไลฟ์โชว์บ้าง (ให้เพื่อนพาเข้าฟรี)
ผมกลับมาตั้งหน้าตั้งตาเรียน พร้อมกับแกะเพลง หัดเล่นดนตรีคนเดียวต่อไปอีก 1-2 ปี
เวลาผ่านไป อะไรก็เปลี่ยน
วันนึงผมเดินไปหาเพื่อนที่เล่นดนตรีในคณะ เป็นวงประจำชั้นปี เน้นเล่นสนุกสนานเพลงตลาด ยุคนั้น เล่นโมเดิร์นด็อก นูโว และเริ่มมีเพลงสไตล์ทางเลือกมาเรื่อยๆ สไมล์บัฟฟาโล ไข้ป้าง
ผมเดินไปหาเพื่อนเพื่อบอกว่า "ขอเล่นด้วยได้มั้ย" สิ่งที่ผมจำได้แม่นคือ เพื่อนผมตอบกลับมาว่า "พวกข้าเล่นไม่เก่งนะเว้ย" เหมือนเป็นคำชมนะครับ แต่มันคือการปฎเสธ ทางอ้อมนั่นแหละ ผมต้องไปง้อเพื่อนอีกหลายวัน กว่ามันจะยอมให้เล่นด้วย จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็กลายเป็น มือกีตาร์คนที่สองของวงประจำรุ่น สร้างความบันเทิงให้เพื่อน พี่ น้องในคณะ ในทุกกิจการงานรื่นเริง ตั้งแต่งานรับน้อง ไปจนลอยกระทงตั้งเวทีหน้าคณะให้คนผ่านไปผ่านมาได้ดิ้น ได้โดด ได้ไปเล่นหมาลัยอื่นในฐานะของกิจกรรมสัมพันธ์
มันคือครั้งแรกๆที่ผมรู้สึก สนุกกับการเล่นดนตรี ยิ้ม เมื่อได้เห็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เต้นและกระโดดกับดนตรีที่เราเล่น
เรื่องเล่ายุค 90s เกือบได้ออกเทปแล้ว
คุณคิดว่า ยุค 90s น่าหลงใหลขนาดนั้นเลยหรือ?
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นช่วงปี 1996-97
ผมคือวัยหนุ่มชายคนหนึ่งเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เล่นและรักในดนตรีมาตั้งแต่อยู่ ป.6 เพราะพ่อชอบฟังเพลง ฟังเพลงฝรั่ง สตีวี่ วันเดอร์, เดอะเจเนซิส, สกอร์เปี้ยน, เอิร์ธวินด์แอนด์ไฟร์ และ เพลงไทย ที่สมัยนั้น อุตสาหกรรมเพลงไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยน การมาของระบบค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ โดยกลุ่มศิลปิน นักดนตรีรุ่นใหญ่ ทั้งมากประสบการณ์ และ คนที่ร่ำเรียนดนตรีจากต่างประเทศ
ทำให้ผม ได้มีกีตาร์ตัวแรก นั่งดีดทีละสายให้เป็นเสียงเพลงตามที่ได้ยิน จนโตขึ้นก็เป็นไอ้หนุ่มกีตาร์
กลางคืนไม่นอน นั่งหัดแกะเพลงเล่นกีตาร์จนตี 2 ตี 3 ไปเรียนก็นั่งหลับๆตื่นๆ เย็นก็นั่งเล่นกีตาร์ จนเข้าทำนองวัยรุ่นทั่วไปที่มีความฝัน ฝันตอนนั้นเรียบง่ายมากๆ ... อยากเป็นมือกีตาร์! โดยไม่รู้จักอาชีพ"นักดนตรี"แม้แต่นิดเดียวสมัยนั้น ครูแนะแนวน่าจะไม่ได้บรรจุคำว่า "นักดนตรี" เอาไว้ในรายชื่ออาชีพ เพราะ ถ้าจะเรียนดนตรีจริงๆตอนนั้นก็มีแค่ วิทยาลัยนาฎศิลป์ ไปทางสายอาชีพ แล้วมหาวิทยาลัยก็มีสอนไม่กี่ที่เท่านั้นเอง ส่วนมากเป็นสายครู หรืออยู่ในวิทยาลัยครูด้วย (สมัยนั้นยังเป็น"วิทยาลัยครู" ก่อนจะเป็นสถาบันราชภัฎ)
เหมือนวัยรุ่นทั่วไป มีเพื่อนมาเรียกไปตั้งวงดนตรีเล่น ดีดๆ ตีๆ ฟาดๆไปตามเรื่องราว จำได้เลยว่า วงแรก เล่นไปงานนึง ผมก็เลิก เพราะ "ห่วย" เป็นการเล่นดนตรีโชว์สาว แหกปากร้อง กลองสนั่นเวที แต่ไม่มีความมันส์ ไม่มีความเพราะ เล่นจบแล้วก็จบ ไม่มีซ้อม ไม่มีฝึกต่อ ผมไม่ได้บอกลาแยกวงนะ แต่มันไม่ซ้อมกันต่อเอง แล้วก็มีรุ่นพี่ ม.ปลาย มาชวนให้ไปเล่นด้วย เพราะ จะประกวดวงดนตรีระดับประเทศ
รุ่นพี่ กลุ่มนี้ เป็นนักดนตรีจริงจัง อยู่วงดนตรีโรงเรียน มีครูที่เป็นนักดนตรีสอนและเรียบเรียงเพลงให้ จัดว่าเป็น"มือหนึ่ง"ของโรงเรียนก็ว่าได้ งานปีใหม่ งานมหกรรม ที่มีเล่นดนตรีในโรงเรียนก็ต้องวงนี้แหละ หล่อ เท่ห์ สาวกรี๊ด เพื่อนผมวงแรก มันจะมาตามผมไปเตรียมเล่นดนตรีงานลอยกระทงโรงเรียน ก็ต้องโกรธขั้นจะต่อยกัน เมื่อผมบอกว่า ผมมีวงใหม่แล้ว กำลังจะเล่นงานนี้ด้วย พอรู้ว่าวงไหนเท่านั้นแหละ มันกระชากเสื้อซะกระดุมขาดเลย ถือว่าทิ้งเพื่อนไปเล่นให้สาวกรี๊ด
ผมจบมัธยมด้วยการเข้ารอบประกวดวงดนตรีหลายรายการแต่ก็ไม่เคยชนะเลย ระหว่างนั้น ก็ได้ไปเข้าสังคมกับนักดนตรี ศิลปินอินดี้หลายๆคน ที่ทำห้องซ้อมดนตรี ทำโรงเรียนสอนดนตรี เริ่มจากไปลงเรียนกีตาร์กับเค้า เรียนไปเรียนมา ไปสิงอยู่ซะงั้น จากจ่ายเงินค่าห้องซ้อม กลายเป็นเด็กเฝ้า ช่วยเค้าเก็บกวาดจัดคิวห้องซ้อม จนพ่อแม่เริ่มกังวลว่าจะไม่มีอนาคตการเรียน แต่โชคดีที่สมัยนั้นเค้าสอบเข้ามหาลัยแบบเอ็นทรานซ์ เลย เอ็นติดได้ด้วยเกรดเฉลี่ยนำหน้าด้วยเลข 1
ผมเรียนมหาลัย ในคณะที่มีศิษย์เก่าในวงการบันเทิงเพียบ ผมโดนแม่หลอกครับ ว่าถ้าอยากบันเทิงให้มาเรียนคณะนี้
ยุคนั้น มันคือช่วงเวลาแห่ง "อัลเทอร์เนทีฟ" ปี 1993-94 กระแสร็อคหนักเมทัล ถูกแทนที่ด้วยแนวเพลงทางเลือก จริงๆก็ได้ยินเพลงพวกนี้มาตั้งแต่ไปขลุกกับพี่ๆสายอินดี้แล้ว ซาวด์แบบอังกฤษ โมเดิร์นร็อค คณะ เบลอร์, เรดิโอเฮ้ด และ เร้ดฮ็อทชิลลี่เป็ปเปอร์, กรีนเดย์ โดยเฉพาะ คณะเนอร์วาน่า ที่ทำเอาวงการดนตรีสะเทือน
ผมไม่ได้กะว่าจะเล่นดนตรีในคณะ ตอนแรกก็กะว่าจะไปสิงกับพี่ๆสายศิลปินอินดี้นั่นแหละ แต่ด้วยกิจกรรมในคณะและการเรียนที่หนักทำให้ไม่ค่อยได้ไปสิงเหมือนเคย แต่ก็ยังเล่นกีตาร์อยู่ จนมีเพื่อนมาชวนให้ตั้งวงเล่นด้วยกัน ตอนนั้น ผมเริ่มเปลี่ยนแนวเพลงแล้ว จากสายกีตาร์ฮีโร่ ร็อคผมยาว มีสตีฟ วาย เป็นฮีโร่ มีจิมมี่ เฮนดริกซ์ เป็นไอด้อล มี วินนี่ มัวร์ เป็นที่บูชา ชื่นชอบ สแลช ด้วยรสนิยม
ผมหันมาสนใจ ฟิวชั่นแจ็ส เล่น ฟิวชั่นแจ็สสไตล์ญี่ปุ่น เพราะไปหลงรักวง คาสิโอเปีย เริ่มสนใจเรื่องดนตรีในอีกรูปแบบ การคิด เรือ่งทฤษฎีดนตรี แบบงูๆปลาๆนั่นแหละ
ตอนนั้น อาจจะเพราะเหงามือ คิดถึงเวทีดนตรี ก็เลยตอบรับเพื่อนในคณะที่มาชวนตั้งวง หลังจากที่เห็นผมเล่นกีตาร์เวลาไปรับน้อง รับหน้าที่เป็น ตู้เพลงคาราโอเกะให้เพื่อนได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเพลง เรียกว่า พวกมือกีตาร์เน้นหล่อมีเคืองกันเลย จนผมต้องยื่นกีตาร์ให้มันเล่นบ้าง แล้วหันมานั่งจิบน้ำอำพันไปเพลินๆ
เพื่อนที่มาชวนตั้งวงดนรี มาด้วยคำพูดที่ว่า
"จะมีงานประกวดชิงแชมป์มหาลัย" ตอนนั้น ผมจึงหูผึ่ง ความรู้สกคือ "เอาสิวะ"
วงนี้ ไม่เน้นเอนเตอร์เทนคน เน้นโชว์ของ เล่นเพลงยากๆตามยุคสมัยนั้นเลย โดยมีแนวทางของวงร็อคโปรเกสสีฟอย่าง คณะ ดรีมเธียเตอร์ เป็นหลัก ทั้งซ้อม แกะเพลงเล่นกันเกือบทั้งอัลบั้ม "อิมเมจแอนด์เวิร์ดส" ที่เพิ่งออกมาไม่กี่ปีก่อนนั้น ถ้าคุณนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงงานรับน้อง งานดนตรีคณะมหาลัยที่มีแต่หนุ่มสาวรื่นเริง ขี้เมา มีวงดนตรีสลับกันเล่นตามคิว เล่นเพลงเต้นระบำรำเซ้องแดนซ์กันกับเพลง คริสติน่า ให้สาวๆโยกย้าย นูโว กำลังหล่อ หรือ กลุ่มอินดี้ก็เล่น เรดิโอเฮ้ดบ้าง เบลอร์ บ้าง ก็ยังพอจะขยับกันได้
วงนี้ ขึ้นไป สาดเพลงร็อคซับซ้อนแบบไม่เกรงใจใคร แถมสมาชิกของวง ก็เป็นคนคณะอื่นมาซะครึ่งวง เหมือนเห็นเวทีคณะเ)็นเวทีซ้อม
ในตอนนั้น ต้องบอกว่า วงนี้ คือวงรวมยอดฝีมือดนตรีของมหาลัย มือกลองระดับเรียนเอกดนตรีสากล ภายหลังประกวดมือกลองชิงแชมป์ประเทศไทยก็อยู่อันดับต้นๆ มือคีย์บอร์ด ก็เป็นนักเปียโนระดับเกรดตันแล้ว หันมาศึกษาด้านเพลงร็อค
ผมมาย้อนรำลึกในวันนี้ เค้าคงรำคาญกันแหละ แต่มันดันเล่นซะเจ๋ง จนไม่มีใครด่า ทุกครั้งที่ได้สล็อตเล่น 15-20 นาที ไม่เคยจบในเวลาเพราะเพลงมันยาว แถมมีเพลงบรรเลงอีกต่างหาก
ตอนนั้นรู้สึกว่า คนดูเงียบสงัด จัดว่าเป็นเกียรติเป็นศรีของเราที่ทำเอาคนอึ้งได้
พวกผม เล่นกันแบบนั้น ทั้งงานลอยกระทง งานกีฬาสัมพันธ์ งานรับน้องของสมาชิกในวงที่รวมกันจาก 3 คณะ ดังนั้น ช่วงกิจกรรมพีคๆ มีโชว์ทุกสัปดาห์ แล้วก็เข้าสู่ช่วงการส่งเข้าประกวดรอบมหาลัย ซึ่งจัดเป็นงานหินครับเพราะรุ่นพี่ปีก่อน ทำผลงานไว้ยอดเยี่ยมมากๆ มหาลัยผม ชนะเลิศระดับประเทศ และต่อมา ออกอัลบั้ม เป็นตำนานของวงการเพลงไทย
ตอนนั้น ผมพาเพื่อนๆวงใหม่ไปเจอกับพี่ๆวงการเพลงอินดี้ จริงๆคือจะไปจ่ยเงินใช้ห้องซ้อมที่มีระบบบันทึกเสียงเพื่อทำเดโม่ให้มันเนี๊ยบๆส่งกองประกวด อย่างน้อยก็อัดดนตรีสด แยกกลองกับชิ้นอื่นๆคนละห้องอัดกันได้ แล้วมาอัดร้องอีกที จำได้เลยว่า คณะกรรมการกองประกวดชมว่า เดโม่ เนี๊ยบมาก
ตอนนั้น พี่ๆวงการอินดี้ถึงกับยกนิ้วให้มือกลองเลย บอกว่าฝีมือระดับนี้ไปไกลแน่นอน (ซึ่งก็ไกลจริงๆ ไปเป็นมือกลองห้องอัดเบื้องหลังงานเพลงศิลปินดังหลายคนในหลายปีต่อมา)
แต่ผลการประกวด วงเผมได้เพียงรองชนะเลิศครับ
วงที่ชนะเลิศ มาแนว เอนเตอร์เทน ทั้งการแสดงบนเวที และเพลงที่แต่ง แนวสนุกสนาน ติดตลาด เอาใจคนฟัง เต้นกันได้ทั้งหอประชุม ซึ่งแน่นอนว่า นั่นไม่วช่ทางของวงผม เพราะ เราเล่นเพลงยากที่สุดของดรีเธียเตอร์ในตอนนั้น โชว์ทักษะทุกอย่างที่มี ส่วนเพลงแต่ง ก็แต่งเพลงออกมาเหมือนจุดธูปเรียกองค์ของ จอห์น เปตุชชี่ มาเข้าสิงร่าง กับ ไมค์ พอร์ทนอย มาลงองค์ที่มือกลอง ทำซะซับซ้อน
เอาเป็นว่า วันนั้น พ่ายแพ้ไปอย่างเจ็บใจ แล้ววงก็แตกแยกทางกันไป โดยเพื่อนผมที่เ)็นนักร้อง ชวนผมไปเล่นดนตรีกลางคืนมั้ย มีเพื่อนเค้าที่ ผับเพลงร็อคชื่อดังแถวสะพานหัวช้าง มีช่วงเวลาจะได้เล่น เค้าจะได้ร้อง เดี๋ยวแนะนำให้รู้จักเผื่อจะขยับขยาย
อย่างที่ผมบอกว่าผม หันไปสนใจกับแนวดนตรีใหม่แล้ว ไม่ร็อคหนักหน่วงขนาดนั้นแล้ว จึงขอตัวแยกย้ายกันไปด้วยดี มีแวะเวียนไปดูเพื่อนเล่นสดบ้าง ไปดูรุ่นใหญ่ไลฟ์โชว์บ้าง (ให้เพื่อนพาเข้าฟรี)
ผมกลับมาตั้งหน้าตั้งตาเรียน พร้อมกับแกะเพลง หัดเล่นดนตรีคนเดียวต่อไปอีก 1-2 ปี
เวลาผ่านไป อะไรก็เปลี่ยน
วันนึงผมเดินไปหาเพื่อนที่เล่นดนตรีในคณะ เป็นวงประจำชั้นปี เน้นเล่นสนุกสนานเพลงตลาด ยุคนั้น เล่นโมเดิร์นด็อก นูโว และเริ่มมีเพลงสไตล์ทางเลือกมาเรื่อยๆ สไมล์บัฟฟาโล ไข้ป้าง
ผมเดินไปหาเพื่อนเพื่อบอกว่า "ขอเล่นด้วยได้มั้ย" สิ่งที่ผมจำได้แม่นคือ เพื่อนผมตอบกลับมาว่า "พวกข้าเล่นไม่เก่งนะเว้ย" เหมือนเป็นคำชมนะครับ แต่มันคือการปฎเสธ ทางอ้อมนั่นแหละ ผมต้องไปง้อเพื่อนอีกหลายวัน กว่ามันจะยอมให้เล่นด้วย จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็กลายเป็น มือกีตาร์คนที่สองของวงประจำรุ่น สร้างความบันเทิงให้เพื่อน พี่ น้องในคณะ ในทุกกิจการงานรื่นเริง ตั้งแต่งานรับน้อง ไปจนลอยกระทงตั้งเวทีหน้าคณะให้คนผ่านไปผ่านมาได้ดิ้น ได้โดด ได้ไปเล่นหมาลัยอื่นในฐานะของกิจกรรมสัมพันธ์
มันคือครั้งแรกๆที่ผมรู้สึก สนุกกับการเล่นดนตรี ยิ้ม เมื่อได้เห็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เต้นและกระโดดกับดนตรีที่เราเล่น